ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อเรื่อง : Maley & Me / ชื่อไทย : จอมป่วนหน้าซื่อ

นำแสดงโดย : โอเว่น วิลสัน, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และหมาพันธุ์ลาบราดอร์

กำกับโดย : เดวิด แฟรงเคล (จาก The Devil Wears Prada - รับประกันคุณภาพ)

คะแนนจาก IMDB : 7.0/10 จากคนโหวต 53,868 คน - ถือว่าคะแนนดีเลย ดูได้ไม่เสียดายตังค์

ดีวีดีลิขสิทธ์จัดจำหน่ายโดย : แคททาลิสท์ จำหน่ายราคา ไม่เกิน 199 บาท อันนี้แล้วแต่ร้านค้า
 

ข้อมูลเพิ่มเติม

*โปรดระวัง อย่าหยิบผิดเรื่อง มันมีอีกเรื่องนึงชื่อ Marley & Me: The Puppy Years เป็นภาคต่อ หน้าปกเหมือนกันมาก

เป็นลูกหมาพันธุ์ลาบราดอร์โผล่มาทำหน้าแบ๊ว ๆ เหมือนกันเลย เน้นย้ำโปรดระวัง*

 

จะเริ่มวิจารณ์หนังล่ะนะ

ถ้าดูจากชื่อหนัง โปสเตอร์ หรือสื่อโปรโมตต่าง ๆ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นหนังที่เน้นขายฉากแสนรู้ของหมา

อลเวง น่ารัก ๆ แนว ๆ เรื่อง Beethoven หรือ Air Bud แต่พอดูแล้วปรากฎว่ามันไม่ได้แบ๊วอย่างที่คิดไว้เลย

หนังให้น้ำหนักในการเล่าเรื่องชีวิตครอบครัวของพระเอกโดยมีหมาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว

 

พล็อตคร่าว ๆ คือ พระเอก (โอเว่น วิลสัน) ทำงานเป็นคอลัมนิสต์ให้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ได้แต่งงานกับนางเอก (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน)

พระเอกด้วยความที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าวมากและยังไม่อยากมีลูกเพราะอาจจะเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางอาชีพ

ก็เลยตัดสินใจหาหมามาเลี้ยงไว้เป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นหมาพันธุ์ลาบราดอร์ตัวนี้นี่เอง

แต่ไป ๆ มา ๆ พระเอกเกิดอยากผลิตลูกล็อตแรกขึ้นมา นางเอกก็เลยจัดให้สบายตัวไป  

 

มีฉากหนึ่งที่ผมชอบคือการเล่าคาร์แร็คเตอร์พระเอก คือ ฉากสัมภาษณ์งานของกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์

จากการตอบคำถามว่า “คิดว่าคุณดีเด่นไปกว่าเด็กคนอื่น ๆ ที่ผมเพิ่งสัมภาษณ์ไปตรงไหนบ้าง?”

พระเอกตอบไปว่า เค้าไม่คิดว่าเค้าเลอเลิศ เพียบพร้อมไปกว่าคนอื่น

แต่เป็นเพราะชีวิตเค้าพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  ในชีวิตได้เจอกับเรื่องเซอร์ไพรส์มากมาย

หนึ่งในนั้นคือ การไม่คิดมาก่อนว่าผู้ชายธรรมดาอย่างเค้าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในแพลนของชีวิต

ของผู้หญิงสวย มีสเน่ห์ คนจีบเพียบอย่างนางเอก ได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน เหมือนกับชีวิตได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อย ๆ  

 

จากนั้นหนังก็โฟกัสไปที่เรื่องชีวิตครอบครัวพระเอกในแบบเรียบง่าย แต่แฝงประเด็นที่ซีเรียสพอประมาณ

โดยมีหมาลาบราดอร์ที่ซนมากในระดับที่เจ้าของเอาไม่อยู่ แต่ก็ยังรักและไม่ทิ้งกันไปไหน

เพราะด้วยความผูกพันกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่เริ่ม จนไปสู่บทสรุปของหนังที่น่าประทับใจ

และอาจทำคนดูน้ำตาปริ่มจนถึงไหลพรากได้เลยทีเดียว อันนี้ขอเตือน

 

ผมคิดเอาเองว่าการตัดสินใจเลี้ยงหมา มันก็คล้าย ๆ เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มชีวิตครอบครัว

การเริ่มต้นรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต ที่ต้องมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงมากมาย ต้องอาศัยทั้งความรัก

การเสียสละ เลือกที่จะละทิ้งความใฝ่ฝันบางอย่างเพื่อประคับประคองครอบครัวต่อไป …อื้อหือ ลึกซึ้ง

 

อีกฉากที่ชอบคือตอนที่พระเอกต้องพาหมาไปเดินเล่นชายหาดสำหรับพาหมามาเดินเล่น

โดยที่เจ้าของต้องลากสายจูงและให้หมาอยู่ในความดูแลโดยตลอด

มิฉะนั้นหาดนี้จะต้องถูกปิดตลอดไปหากมีหมาตัวใดตัวหนึ่งไปอึลงทะเล พระเอกนั่งพักที่ชายหาด

โดยมีมาลี่ย์นั่งอยู่ข้าง ๆ (ลืมบอกว่าหมาในเรื่องชื่อมาลี่ย์ - มีที่มาจากชื่อนักร้องเร้กเก้ บ๊อบ มาร์ลี่ย์)

พระเอกที่ในตอนนั้นผ่านชีวิตครอบครัวมาพอสมควรก็ตั้งคำถามกับเจ้ามาลี่ย์เรื่องสิ่งต่าง ๆ

ที่อยากทำในชีวิต (ระบายปัญหาชีวิตกับหมา - โคตรเก๋เลยครับ) โดยหันไปคุยกับมันว่า

(ประมาณนี้จำได้ไม่เป๊ะนะ) “นายก็ใช้ชีวิตมาเยอะซะขนาดนี้แล้ว ได้ทำทุกสิ่งที่อยากทำรึยัง

ฉันว่ายังหรอก นายโดนล่าม โดนห้ามด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตั้งมากมาย เอาเป็นว่าวันนี้สบาย ๆ แล้วกัน”

/แล้วพระเอกก็ปลดสายจูงออก เจ้าหมาก็พุ่งตัววิ่งลงไปเล่นน้ำทะเลโดยพลัน

ดูแล้วมันเป็นฉากที่มันมีความสุขมาก ๆ เหมือนได้ปลอดปล่อย ได้ทำอะไรตามใจ ฟินกันทั้งคนทั้งหมาเลย

 

แนะนำเลยครับ หนังเรื่องนี้ ทั้งคนเลี้ยงหมาหรือไม่ได้เลี้ยง สิ่งที่ท่านจะได้ดูคือฉากน่ารัก ๆ นั้น

มีให้เห็นตลอดเรื่องแน่นอน รวมทั้งยังได้ข้อคิดดี ๆ อีกมากมาย ดูแล้วไม่ผิดหวังแน่

เอารัฐบาลเป็นประกันเลยเอ้า!