Maley & Me - ชีวิตซน ๆ บนหนังหมา
posted on 07 Mar 2012 18:15 by surapop
ข้อมูลเบื้องต้น
ชื่อเรื่อง : Maley & Me / ชื่อไทย : จอมป่วนหน้าซื่อ
นำแสดงโดย : โอเว่น วิลสัน, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และหมาพันธุ์ลาบราดอร์
กำกับโดย : เดวิด แฟรงเคล (จาก The Devil Wears Prada - รับประกันคุณภาพ)
คะแนนจาก IMDB : 7.0/10 จากคนโหวต 53,868 คน - ถือว่าคะแนนดีเลย ดูได้ไม่เสียดายตังค์
ข้อมูลเพิ่มเติม
*โปรดระวัง อย่าหยิบผิดเรื่อง มันมีอีกเรื่องนึงชื่อ Marley & Me: The Puppy Years เป็นภาคต่อ หน้าปกเหมือนกันมาก
เป็นลูกหมาพันธุ์ลาบราดอร์โผล่มาทำหน้าแบ๊ว ๆ เหมือนกันเลย เน้นย้ำโปรดระวัง*
จะเริ่มวิจารณ์หนังล่ะนะ
ถ้าดูจากชื่อหนัง โปสเตอร์ หรือสื่อโปรโมตต่าง ๆ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นหนังที่เน้นขายฉากแสนรู้ของหมา
อลเวง น่ารัก ๆ แนว ๆ เรื่อง Beethoven หรือ Air Bud แต่พอดูแล้วปรากฎว่ามันไม่ได้แบ๊วอย่างที่คิดไว้เลย
หนังให้น้ำหนักในการเล่าเรื่องชีวิตครอบครัวของพระเอกโดยมีหมาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว
พล็อตคร่าว ๆ คือ พระเอก (โอเว่น วิลสัน) ทำงานเป็นคอลัมนิสต์ให้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ได้แต่งงานกับนางเอก (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน)
พระเอกด้วยความที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าวมากและยังไม่อยากมีลูกเพราะอาจจะเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางอาชีพ
ก็เลยตัดสินใจหาหมามาเลี้ยงไว้เป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นหมาพันธุ์ลาบราดอร์ตัวนี้นี่เอง
แต่ไป ๆ มา ๆ พระเอกเกิดอยากผลิตลูกล็อตแรกขึ้นมา นางเอกก็เลยจัดให้สบายตัวไป
มีฉากหนึ่งที่ผมชอบคือการเล่าคาร์แร็คเตอร์พระเอก คือ ฉากสัมภาษณ์งานของกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์
จากการตอบคำถามว่า “คิดว่าคุณดีเด่นไปกว่าเด็กคนอื่น ๆ ที่ผมเพิ่งสัมภาษณ์ไปตรงไหนบ้าง?”
พระเอกตอบไปว่า เค้าไม่คิดว่าเค้าเลอเลิศ เพียบพร้อมไปกว่าคนอื่น
แต่เป็นเพราะชีวิตเค้าพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในชีวิตได้เจอกับเรื่องเซอร์ไพรส์มากมาย
หนึ่งในนั้นคือ การไม่คิดมาก่อนว่าผู้ชายธรรมดาอย่างเค้าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในแพลนของชีวิต
ของผู้หญิงสวย มีสเน่ห์ คนจีบเพียบอย่างนางเอก ได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน เหมือนกับชีวิตได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อย ๆ
จากนั้นหนังก็โฟกัสไปที่เรื่องชีวิตครอบครัวพระเอกในแบบเรียบง่าย แต่แฝงประเด็นที่ซีเรียสพอประมาณ
โดยมีหมาลาบราดอร์ที่ซนมากในระดับที่เจ้าของเอาไม่อยู่ แต่ก็ยังรักและไม่ทิ้งกันไปไหน
เพราะด้วยความผูกพันกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่เริ่ม จนไปสู่บทสรุปของหนังที่น่าประทับใจ
และอาจทำคนดูน้ำตาปริ่มจนถึงไหลพรากได้เลยทีเดียว อันนี้ขอเตือน
ผมคิดเอาเองว่าการตัดสินใจเลี้ยงหมา มันก็คล้าย ๆ เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มชีวิตครอบครัว
การเริ่มต้นรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต ที่ต้องมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงมากมาย ต้องอาศัยทั้งความรัก
การเสียสละ เลือกที่จะละทิ้งความใฝ่ฝันบางอย่างเพื่อประคับประคองครอบครัวต่อไป …อื้อหือ ลึกซึ้ง
อีกฉากที่ชอบคือตอนที่พระเอกต้องพาหมาไปเดินเล่นชายหาดสำหรับพาหมามาเดินเล่น
โดยที่เจ้าของต้องลากสายจูงและให้หมาอยู่ในความดูแลโดยตลอด
มิฉะนั้นหาดนี้จะต้องถูกปิดตลอดไปหากมีหมาตัวใดตัวหนึ่งไปอึลงทะเล พระเอกนั่งพักที่ชายหาด
โดยมีมาลี่ย์นั่งอยู่ข้าง ๆ (ลืมบอกว่าหมาในเรื่องชื่อมาลี่ย์ - มีที่มาจากชื่อนักร้องเร้กเก้ บ๊อบ มาร์ลี่ย์)
พระเอกที่ในตอนนั้นผ่านชีวิตครอบครัวมาพอสมควรก็ตั้งคำถามกับเจ้ามาลี่ย์เรื่องสิ่งต่าง ๆ
ที่อยากทำในชีวิต (ระบายปัญหาชีวิตกับหมา - โคตรเก๋เลยครับ) โดยหันไปคุยกับมันว่า
(ประมาณนี้จำได้ไม่เป๊ะนะ) “นายก็ใช้ชีวิตมาเยอะซะขนาดนี้แล้ว ได้ทำทุกสิ่งที่อยากทำรึยัง
ฉันว่ายังหรอก นายโดนล่าม โดนห้ามด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตั้งมากมาย เอาเป็นว่าวันนี้สบาย ๆ แล้วกัน”
/แล้วพระเอกก็ปลดสายจูงออก เจ้าหมาก็พุ่งตัววิ่งลงไปเล่นน้ำทะเลโดยพลัน
ดูแล้วมันเป็นฉากที่มันมีความสุขมาก ๆ เหมือนได้ปลอดปล่อย ได้ทำอะไรตามใจ ฟินกันทั้งคนทั้งหมาเลย
แนะนำเลยครับ หนังเรื่องนี้ ทั้งคนเลี้ยงหมาหรือไม่ได้เลี้ยง สิ่งที่ท่านจะได้ดูคือฉากน่ารัก ๆ นั้น
มีให้เห็นตลอดเรื่องแน่นอน รวมทั้งยังได้ข้อคิดดี ๆ อีกมากมาย ดูแล้วไม่ผิดหวังแน่
เอารัฐบาลเป็นประกันเลยเอ้า!